- การเกิดคลื่นเสียงและการเคลื่อนที่ของเครื่องเสียง
1.1 การเกิดคลื่นเสียง
คลื่นเสียงเกิดจาก การสั่นสะเทือนของวัตถุ เมื่อวัตถุเกิดการสั่นสะเทือน จะเกิดการถ่ายโอนพลังงานให้กับอนุภาคของตัวกลาง ทำให้อนุภาคของตัวกลางสั่น แล้วถ่ายโอนไปยังอนุภาคอื่นๆที่อยู่ข้างเคียงให้สั่นตาม เป็นอย่างนี้ต่อเนื่องไปเรื่อยจนกระทั่งถึงอนุภาคตัวกลางที่อยู่ติดกับเยื่อแก้วหู อนุภาคเหล่านี้สั่นไปกระทบเยื่อแก้วหู ทำให้เยื่อแก้วหูสั่นตาม จึงทำให้เราได้ยินเสียง
1.2 คลื่นเสียงจัดเป็นคลื่นกล
ถ้าเราทำการทดลองโดยใช้กระดิ่งไฟฟ้าที่ส่งเสียงดังตลอดเวลาใส่ไว้ในครอบแก้ว จากนั้นจึงค่อยๆสูบอากาศภายในครอบแก้วออก เราจะได้ยินเสียงจากกระดิ่งไฟฟ้าค่อยลงเรื่อยจนในที่สุดจะไม่ได้ยินเสียงจากกระดิ่งไฟฟ้านี้ เมื่อในครอบแก้วเป็นสุญญากาศ แสดงว่าเสียงจำเป็นต้องอาศัยตัวกลางในการเคลื่อนที่ ดังนั้น “เสียงจึงจัดเป็นคลื่นกล”
1.3 คลื่นเสียงจัดเป็นคลื่นความยาว
เมื่อวัตถุสั่น วัตถุก็จะไปกระทบตัวกลางทำให้อนุภาคตัวกลางสั่นกลับไปกลับมาแบบ ซิมเปิลฮาร์มอนิก โดยทิศทางการสั่นของอนุภาคตัวกลางจะสั่นในทิศขนานกับการเคลื่อนที่ของคลื่น ดังนั้น “เสียงจึงจัดเป็นคลื่นตามยาว”
การนำการเคลื่อนที่ของอนุภาคมาเขียนกราฟ
คำอธิบายการเขียนกราฟระหว่างการกระจัดกับตำแหน่ง
- อนุภาคใดไม่เคลื่อนที่ การกระจัดเป็น (0)
- อนุภาคใดเคลื่อนที่ไปทางซ้าย จะให้ค่าการกระจัดเป็นลบ (-)
- อนุภาคใดเคลื่อนที่ไปทางขวา จะให้ค่าการกระจัดเป็นบวก (+)
ความจริงที่พบเกี่ยวกับส่วนอัด ส่วนขยาย และความดัน
- อนุภาคของอากาศบริเวณส่วนอัดมีมากกว่าเดิม ทำให้ความดันอากาศบริเวณส่วนอัดมีค่าสูงขึ้นกว่าปกติ การเปลี่ยนแปลงความดันนี้จึงทำให้เกิด เสียงดัง
- อนุภาคของอากาศบริเวณส่วนขยายมีน้อยลง ทำให้ความดันอากาศบริเวณส่วนขยายมีค่าต่ำลง การเปลี่ยนแปลงความดันนี้จึงทำให้เกิด เสียงดัง
- ความดันของอากาศขณะไม่มีคลื่นเสียงเคลื่อนที่ผ่าน เรียกว่า ความดันปกติ หรือ ความดันอากาศ
- บริเวณที่มีอากาศอัดตัวเข้าหากันจะมีความดันอากาศสูง ส่วนบริเวณที่โมเลกุลอากาศขยายตัวออกจากกัน จะมีความดันต่ำ ความดันของอากาศที่แตกต่างจากความดันปกตินี้ เรียกว่า ความดันเกจ(Gage passure) ซึ่งเป็นตัวแสดงถึง ความดังของเสียง ดังนั้น บริเวณที่เป็นส่วนอัดหรือส่วนขยาย จึงมีความดันเกจ สูง ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ให้เสียง ดัง และเป็นตำแหน่งที่มีแอมพลิจูดของความดัน มากที่สุด
- จากกราฟ จะเห็นว่า คลื่นความดันและคลื่นการกระจัด จะมีเฟสต่างกัน 90 องศา
- จากจุดกึ่งกลางส่วนอัดถึงจุดกึ่งกลางส่วนอัดทีติดกัน จะห่างกัน λ
- จากจุดกึ่งกลางส่วนขยายถึงจุดกึ่งกลางส่วนขยายทีติดกัน จะห่างกัน λ
- จากจุดกึ่งกลางส่วนอัดถึงจุดกึ่งกลางส่วนขยายทีติดกัน จะห่างกัน λ/2
- เราสามารถเขียนกราฟระหว่างความดันกับตำแหน่งและการกระจัดกับตำแหน่งได้ ดังรูปด้านบน จากกราฟ จะห็นว่าคลื่นความดันและคลื่นการกระจัดจะมี เฟส ต่างกัน 90 องศาเสมอ
- ความถี่ ความยาวคลื่นและอัตราเร็วของคลื่นเสียง
2.1ความถี่ของคลื่นเสียง(Frequency)
ความถี่ของคลื่นเสียง คือ จำนวนคลื่นที่วิ่งผ่านจุดใดๆ ไปในเวลา1วินาที มีหน่วย เฮิรตซ์
คลื่นเสียงเป็นคลื่นที่เกิดจากการสั่นของวัตถุและการสั่นนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความดันของอากาศดด้วย ความถี่ของแหล่งกำเนิดเท่ากับความถี่เสียงเสมอ
“ความถี่ของเสียงจะมีค่าคงที่ และมีค่าเท่ากับความถี่ของแหล่งกำเนิดเสียงเสมอ”
แต่ความถี่ที่ผู้ฟังได้รับอาจไม่เท่ากับความถี่ของแหล่งกำเนิดก็ได้
ความถี่ของเสียงจะใช้เป็นตัวบอกระดับเสียง
ถ้าเสียงใดมีความถี่สูงจะมีระดับเสียงสูง = เสียงแหลม
ถ้าเสียงใดมีความถี่ต่ำจะมีระดับเสียงต่ำ = เสียงทุ้ม
– ธรรมชาติของมนุษย์สามารถรับรู้ความถี่เสียงอยู่ในช่วง 20 ถึง 20,000 เฮิรตซ์
-ความถี่เสียงที่ต่ำกว่า 20 เฮิรตซ์ลงไป เรียกว่า คลื่นอินฟราโซนิก(Infrasonic) หูมนุษย์จะไม่ได้ยิน
– ความถี่เสียงที่สูงกว่า 20,000 เฮิรตซ์ขึ้นไป เรียกว่า คลื่นอันตราโซนิก(Ultrasonic) หูมนุษย์จะไม่ได้ยิน
2.2 ความยาวคลื่นเสียง(Wave lenght)
ความยาวคลื่นเสียง(λ) ระยะระหว่างจุดกึ่งกลางส่วนอัดถึงจุดกึ่งกลางส้วนอัดที่ติดกัน
หรือ ระยะระหว่างจุดกึ่งกลางส่วนขยาย ถึง จุดกึ่งกลางส่วนขยายที่ติดกัน
2.3 อัตราเร็วคลื่นเสียง(Speed of Sound)
อัตราเร็วคลื่นเสียงขึ้นอยู่กับสภาพของตัวกลางที่เสียงเคลื่อนที่ผ่านไป เช่น ความหนาแน่น ความยืดหยุ่น อุณหภูมิ เป็นต้น จาการทดลองพบว่าอัตราเร็วของเสียงที่เคลื่อนที่ผ่านตัวกลางที่มีอุณหภูมิสูง จะมีค่ามากกว่าตัวกลางที่มีอุณหต่ำ และเสียงจะเดินทางได้เร็วในตัวกลางที่เป็นของแข็ง รองลงมาคือ ของเหลวและก๊าซ ตามภูมิลำดับ
สมการการคำนวณหาอัตราเร็วของคลื่นเสียง
เนื่องจากเสียงเป็นคลื่น ดังนั้น อัตราเร็ว ความถี่ และความยาวคลื่น จึงมีความสัมพันธ์เช่นเดียวกับคลื่น
สำหรับตัวกลางชนิดเดียวกัน จะมีค่าเท่ากันเสมอ
V แทน อัตราเร็วของคลื่นเสียง (m/s)
S แทน ระยะทางที่เสียงเคลื่อนที่ (m)
t แทน เวลาที่เสียงใช้ในการเคลื่อนที่ (s)
λ แทน ความยาวคลื่น (m)
f แทน ความถี่ของคลื่นเสียง (Hz)
T แทน คาบของคลื่นเสียง (s)
สมการการหาอัตราเร็วของคลื่นเสียงในตัวกลางต่างๆ
อัตราเร็วเสียงในตัวกลาง ขึ้นอยู่กับชนิดของตัวกลางและสมบัติของตัวกลาง ได้แก่ ความหนาแน่น ความยืดหยุ่นดังต่อไปนี้
- อัตราเร็วของเสียงในของแข็ง
- อัตราเร็วของเสียงในของเหลว
- อัตราเร็วของเสียงในก๊าซ
- อัตราเร็วเสียงในอากาศนิ่ง
V = 20
V แทน อัตราเร็วของคลื่นเสียง (m/s)
T แทน อุณหภูมิในหน่วยองศาสัมบูรณ์ (K)
- อัตราเร็วเสียงในอากาศนิ่งที่อุณหภูมิไม่เกิน 45°C
V = 331+0.6t
V แทน อัตราเร็วของคลื่นเสียง (m/s)
t แทน อุณหภูมิในหน่วยองศาเซลเซียส
- สมบัติของเสียง
เสียงมีสมบัติเช่นเดียวกับคลื่นทั่วๆไป คือ มีสมบัติการสะท้อน การหักเห การแทรกสอด และการเลี้ยวเบน
- สมบัติการสะท้อน (Reflection) สามารถสังเกตได้โดยการตะโกนในถ้ำหรือห้องโถงขนาดใหญ่ เราจะได้ยินเสียงสะท้อนกลับมา
- สมบัติการหักเห (Refraction) การเห็นฟ้าแลบแต่ไม่ได้ยินเสียงฟ้าร้อง
- คุณสมบัติการแทรกสอด (Interferance) ถ้านำลำโพงสองตัวต่อกับแหล่งกำเนิดเสียงสองเครื่องซึ่งให้เสียงความถี่เท่ากัน จะเกิดการแทรกสอดกันที่ตำแหน่งที่มันแทรกสอดแบบเสริมเราจะได้ยินเสียงดัง แต่ถ้าแทรกสอดกันแบบหักล้างบริเวณนั้นจะได้ยินเสียงค่อย
- คุณสมบัติการเลี้ยวเบน (Diffraction) การได้ยินเสียงจากภายนอกห้อง ทั้งๆที่ไม่เห็นแหล่งกำเนิดเสียง
4.สมบัติการสะท้อน
4.1 การสะท้อนของคลื่นเสียง (Reflection)
การสะท้อนเกิดขึ้นเมื่อ
- เสียงตกกระทบผิวรอยต่อของตัวกลาง
- เสียงคลื่นที่ผ่านตัวกลางต่างชนิดกัน
- เสียงคลื่นที่ผ่านตัวกลางชนิดเดียวกันแต่อุณหภูมิต่างกัน
กฎการสะท้อน
- มุมตกกระทบ = มุมสะท้อน
- รังสีตกกระทบ,รังสีสะท้อน และเส้นแนวฉากต้องอยู่ในระนาบเดียวกัน
4.2 เสียงก้อง (Echo)
เสียงก้อง คือ การได้ยินเสียงสะท้อนต่อเนื่องกันหลายครั้ง ถึงแม้ว่าแหล่งกำเนิดเสียงจะหยุดทำงานแล้วก็ตาม
เสียงก้องเกิดจาก เสียงที่สะท้อนใช้เวลาเดินทางมาสู่หูมากกว่าเสียงที่เข้าหูโดยตรง 0.1 วินาที
- การหักเหของคลื่นเสียง
5.1 การหักเหของคลื่นเสียง
การหักเหของคลื่นเสียง คือ การที่คลื่นเสียงเคลื่อนที่จากตัวกลางหนึ่งไปยังอีกตัวกลางหนึ่ง แล้วทำให้ความเร็วและความยาวคลื่นของคลื่นเสียงเปลี่ยนแปลงไป แต่ความถี่ไม่เปลี่ยนแปลง (ทิศทางการเคลื่อนที่อาจเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนก็ได้)
- บริเวณที่ T สูงๆ V, λ, q จะมีค่ามาก
- บริเวณที่ T ต่ำๆ V, λ, q จะมีค่าน้อย
6.มุมวิกฤต (Critical Angle) และการสะท้อนกลับหมดของเสียง (Total Reflection)
- 6.1 มุมวิกฤต (Critical Angle) และการสะท้อนกลับหมดของเสียง (Total Reflection)
เมื่อคลื่นเสียงเคลื่อนที่จากบริเวณที่มีอุณหภูมิต่ำไปสู่บริเวณที่มีอุณหภูมิสูงกว่าจะเกิดมุมหักเห θ2 > θ1 เสมอ ถ้ามุม θ1 โตจนกระทั่งทำให้มุมหักเห θ2 เท่ากับ 90 องศาพอดี เราจะเรียกมุมตกกระทบที่ทำให้มุมหักเหเป็น 90 องศา ว่า “มุมวิกฤติ (Critical Angle, θc)
ซึ่งเราจะหาค่าของมุมวิกฤติได้จากกฎของสเนลล์ ดังนี้
เมื่อเสียงหักเหจากบริเวณที่ 1 ไปสู่บริเวณที่ 2
จาก
จะได้สูตรการหามุมวิกฤติดังนี้
ถ้ามุมตกกระทบมีค่ามากกว่ามุมวิกฤติจะไม่เกิดการหักเหต่อไปอีก จะมีแต่การสะท้อนกลับอย่างเดียวเท่านั้น เราเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “การสะท้อนกลับหมด (Total reflection)”
หมายเหตุ : มุมวิกฤติจะเกิดจากบริเวณที่มีความหนาแน่นสูง (Tต่ำ) ไปยังบริเวณที่มีความหนานแน่นต่ำ (Tสูง) เท่านั้น
สรุปคือ เกิดเมื่อคลื่นเสียงเคลื่อนที่จาก Tต่ำ => Tสูง เท่านั้น
- 6.2ปรากฏการณ์การหักเหของเสียงในธรรมชาติ
- การมองเห็นฟ้าแลบแต่ไม่ได้ยินฟ้าร้อง
เนื่องจากคลื่นเสียงที่ผ่านอากาศร้อนเคลื่อนที่ได้เร็วกว่าอากาศเย็น ดังนั้น เมื่อคลื่นเสียงที่ผ่านชั้นของอากาศที่อุณหภูมิไม่เท่ากันจึงเกิดการหักเหขึ้นได้ ขณะที่เกิดฟ้าแลบและฟ้าร้องขึ้นในตอนกลางวันนั้น คลื่นเสียงจะเคลื่อนที่จากอากาศตอนบนที่เย็นกว่า มาสู่อากาศบริเวณใกล้พื้นดินที่ร้อนกว่า ทำให้เกิดการหักเหของเสียงฟ้าร้องเบนออกจากเส้นปกติกลับขึ้นไปในอากาศตอนบนทีละน้อย เมื่อมุมตกกระทบโตกว่ามุมวิกฤติ เสียงจะสะท้อนกลับขึ้นไปในตอนบนทั้งหมด เราจึงเห็นฟ้าแลบแต่ไม่ได้ยินเสียงฟ้าร้อง
- การหักเหของเสียงในเวลากลางวัน
ในเวลากลางวัน เสียงจะเคลื่อนที่แถวพื้นดินได้เร็วกว่าแถวระดับสูงๆขึ้นไป เนื่องจากอากาศบริเวณพื้นดินมีอุณหภูมิสูงกว่าอากาศเบื้องบน ทำให้เสียงหักเหขึ้นสู่บรรยากาศเบื้องบนโค้งออกจากผิวโลก
- การหักเหของเสียงในเวลากลางคืน
ในเวลากลางคืน พื้นดินจะเย็นเร็วกว่าอากาศที่อยู่เหนือพื้นดินขึ้นไป ดังนั้น อากาศแถวพื้นดินจะเย็นกว่าแถวเบื้องบน จึงทำให้เสียงเคลื่อนที่ในระดับสูงได้เร็วกว่าในระดับต่ำ เสียงจึงเกิดการหักเกลงสู่เบื้องล่าง แนวทางที่เสียงเคลื่อนที่จึงปรากฏโค้งลง
- การหักเหของเสียงที่เกิดจากลม
นอกจากนี้การหักเหของเสียงยังเกี่ยวข้องกับอัตราเร็วของตัวกลางด้วย เช่น ลม ถ้าลมและคลื่นเสียงเคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกัน คลื่นเสียงจะเบนโค้งลง แต่ถ้าลมและคลื่นเสียงเคลื่อนที่สวนทางกัน คลื่นเสียงจะเบนโค้งขึ้น
7.การแทรกสอดของคลื่นเสียง (Interference)
เมื่อมีคลื่นเสียง 2 ขบวนเคลื่อนที่มาพบกัน จะทำให้เกิดการรวมกันของคลื่นเป็นคลื่นลัพธ์
ตำแหน่งที่คลื่นเสริมกันเรียกว่า ปฏิบัพ (Antinode) จะเป็นตำแหน่งที่เกิดเสียง ดัง
ตำแหน่งที่คลื่นหักล้างกันเรียกว่า บัพ (node) จะเป็นตำแหน่งที่เกิดเสียง ค่อย
การแทรกสอดของคลื่นเสียงจากแหล่งกำเนิดอาพันธ์
แหล่งกำเนิดอาพันธ์ (Coherent Source) เป็นแหล่งกำเนิดคลื่นที่มีความถี่เท่ากัน และคลื่นที่ส่งออกมามีเฟสตรงกันหรือมีความต่างเฟสคงที่
ถ้าเราต่อลำโพง 2 ตัวเข้ากับเครื่องกำเนิดแหล่งกำเนิดอาพันธ์ เสียงที่กระจายออกจากลำโพงทั้งสองตัวจะเกิดการแทรกสอดกัน เราอาจหาตำแหน่งที่เสียงดังหรือเสียงค่อยได้โดยวิธีเดียวกับการแทรกสอดของคลื่นน้ำโดยแนวปฏิบัพ คือแนวที่ส่วนอัด (สันคลื่น) กับส่วนอัดมาพบกันทำให้ความดันสูงกว่าปกติ หรือส่วนขยาย (ท้องคลื่น) กับส่วนขยายมาพบกันทำให้ความดันต่ำกว่าปกติ บริเวณแนวปฏิบัพนี้จะเป็นแนวที่เกิดเสียงดัง แนวบัพ คือแนวที่ส่วนอัดกับส่วน ขยายมาพบกันก็จะเกิดการหักล้างกันของคลื่นเสียง บริเวณแนวบัพนี้จะเป็นแนวที่เกิดเสียงค่อย
สมการการแทรกสอดของคลื่นเสียง
8.การเลี้ยวเบนของคลื่นเสียง (Diffraction)
การเลี้ยวเบนเป็นปรากฏการณ์ที่คลื่นสามารถเลี้ยวเบนอ้อมสิ่งกีดขวางได้
เหตุการณ์ที่ยืนยันได้ว่าเสียงเลี้ยวเบนได้จริง ก็เช่น เสียงน้องๆที่กำลังเล่นส่งเสียงดังอยู่หน้าห้องเรียนของเรา แต่เราอาจมองไม่เห็นนักเรียนเหล่านั้น ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าเสียงมันเลี้ยวเบนเข้ามาในห้องเรานั่นเอง
หมายเหตุ : เสียงและแสงจัดเป็นคลื่นที่เลี้ยวเบนได้เหมือนกัน แต่เสียงมีความยาวคลื่นมากกว่าจะเลี้ยวเบนได้ดีกว่า เราจึงได้ยินเสียงแต่ไม่เห็นต้นกำเนิดเสียง
สมการการเลี้ยวเบน
9.คลื่นนิ่ง (Standing Wave)
คลื่นนิ่งเป็นปรากฏการณ์การแทรกสอดที่เกิดจากการรวมกันของคลื่น 2 คลื่น สิ่งสวนทางกัน โดยที่คลื่นทั้งสองมีความถี่ ความยาวคลื่น และแอมพลิจูด เท่ากัน ซึ่งอาจเกิดจากลำโพง 2 ตัวที่ต่อเข้ากับแหล่งกำเนิดคลื่นอันเดียวกันแล้วปล่อยคลื่นให้เคลื่อนที่สวนทางเข้าหากัน หรือเกิดจากการต่อลำโพง 1 ตัวเข้ากับแหล่งกำเนิดคลื่น ปล่อยคลื่นเสียงออกไปสะท้อนกับกำแพงจะเกิดคลื่นเสียงสะท้อนออกมา คลื่นทั้ง 2 ชุด เมื่อมาพบกันแล้วจะเกิดการแทรกสอดกันทำให้เกิดคลื่นนิ่งเหมือนกับคลื่นน้ำหรือคลื่นนิ่งในเส้นเชือกที่เคยศึกษามาแล้ว เป็นผลให้เราได้ยินเสียงดังและค่อยสลับกันไป เมื่อใช้ท่อหรืออุปกรณ์ตรวจรับเสียง (Detector) รับฟังเสียงที่ตำแหน่งต่างๆ ระหว่างลำโพงทั้ง 2 หรือระหว่างลำโพงกับกำแพง ณ ตำแหน่งที่ได้ยินเสียงดัง แสดงว่ามีการแทรกสอดแบบเสริมกันของคลื่นความดัน ซึ่งตำแหน่งนั้นจะเป็นปฏิบัพของความดัน (Pressure Antinode) ส่วนตำแหน่งที่ได้ยินเสียงค่อย แสดงว่ามีการแทรดสอดแบบหักล้างกัน ซึ่งตำแหน่งนั้นจะเป็นบัพของความดัน (Pressure node)
ปฏิบัพของความดัน เป็นตำแหน่งที่ความดันอากาศมีค่าเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จากค่าต่ำสุดไปยังค่าสูงสุด เพราะโมเลกุลอากาศข้างเคียงจะอัดเข้าหาตำแหน่งนี้ทำให้ความดันเพิ่มสูง เมื่อโมเลกุลอากาศข้างเคียงแยกห่างออกจากตำแหน่งนี้ ความดันก็จะลดต่ำลง ดังนั้นโมเลกุลที่ตำแหน่งนี้จะไม่เคลื่อนที่ไปไหน เราจึงเรียกตำแหน่งนี้ว่า บัพของการกระจัด
บัพของความดัน เป็นตำแหน่งที่ความดันอากาศมีค่าคงที่เท่ากับค่าปกติขณะไม่มีคลื่นเสียง เพราะโมเลกุลอากาศที่ตำแหน่งนี้จะขยับเคลื่อนที่ไปมาตามความถี่ของคลื่นในทิศทางเดียวกันตลอดเวลา จึงไม่เกิดการอัดและขยายที่บริเวณนี้ การที่โมเลกุลอากาศมีการเคลื่อนที่มากที่สุดจึงเรียกตำแหน่งนี้ว่า ปฏิบัพของการกระจัด (Displacement Antinode)
